มาถักเสื้อไหมพรมให้เด็ก ๆ กันเถอะ


อันดับแรกขอโชว์ผลงานก่อน เพิ่งหัดถักนิตติ้งเป็นชิ้นเป็นอันก็เพราะลูกสาวคนนี้ ใกล้หน้าหนาวซึ่งน้องพราวอยู่กับปู่ย่าทางเหนือจะหนาวมาก เสื้อกันหนาวก็ซื้อให้อยู่มากมาย แต่ยังอยากทำจากฝีมือตัวเองบ้าง (เป็นความภูมิใจเล็ก ๆ แม้ว่าลูกจะไม่ได้รู้เรื่องเลย) เสื้อตัวนี้ทดลองทำจากไหมพรมราคาถูก ๆ ตามตลาด เลือกก็ไม่เป็นค่ะ แต่พอถักเสร็จแล้วก็เพิ่งเข้าใจว่าไหมบางอย่างมันเหมาะกับการถักพวกตุ๊กตา มันจะเป็นขนง่าย แต่ก็ช่างเถอะทำไปแล้วนี่นา ใส่เล่นก็ได้เน๊อะ ส่วนใหญ่แล้วถักตามจินตนาการ คิดเอาเอง ไม่มีแพทเทิร์น (ที่จริงแล้วอ่านแพทเทิร์นไม่เป็นอ่ะ) ทำผิดก็รื้อแก้ใหม่ไปเรื่อย
เสื้อและหมวก อุ่น นุ่มมากๆ จากไหมขนแกะสีเหลือบ
ส่วนตัวนี้ก็ตามมาติด ๆ หลังจากถักตัวแรกสำเร็จ ก็เริ่มมีความชำนาญเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย เลือกไหมพรมขนแกะสีเหลือบ (สั่งซื้อจากทางเนตถูกดีกลุ่มละ 50-65 บาท เคยไปถามที่หน้าร้านในห้างขายกลุ่มละ 100 บาท) คำนวณก็ไม่เป็นว่าจะใช้กี่กลุ่ม ลองซื้อมา 3 กลุ่ม ถักเสร็จยังเหลืออีกประมาณครึ่งกลุ่ม คุ้มจริง
มีเพื่อนบางคนมาขอวิธีการถัก ก็ไม่รู้จะสอนยังไง เพราะทำไปแบบไม่มีแพทเทิร์น เลยนั่งทำสรุปวิธีถักเท่าที่พอจะแนะนำได้ให้เพื่อน ๆ ก็ไม่รู้ว่าใครจะอ่านเข้าใจหรือไม่ แต่สำหรับคนที่มีพื้นฐาน คงจะทำได้ไม่ยากนัก เผื่อท่านใดสนใจลองเอาไปทำตามดูนะคะ


ส่วนการถักหมวก จะใช้ไม่นิตแบบวงกลม 5 มม. ยาว 40 ซม. ใช้ไหมสองเส้นคู่ ขึ้นห่วงเท่ากับความยาวรอบศรีษะ (ไหมขนแกะไม่ค่อยยืดหยุ่นนะคะ ดังนั้นคำนวณให้พอดีหรือใหญ่กว่าเล็กน้อย) จำนวนห่วงควรหาร 9 ได้ลงตัว เช่น 45 ห่วง ถักนิตวนไปเรื่อย ๆ จนได้ความยาวที่ต้องการ กะประมาณคืบฝ่ามือก็ได้แล้วจึงเริ่มทำการลดห่วง

ลดห่วงแถวแรกถักนิตปกติไป 8 ห่วง พอห่วงที่ 9 ให้รวบ 2 ห่วงเข้าด้วยกัน เท่ากับเราจะรวบห่วงที่ 9 และ 10 จากนั้นก็ถักนิตปกติไปอีก 8 ห่วง แล้วทำการรวบห่วงเหมือนครั้งที่แล้ว ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบแถว

ลดห่วงแถวสอง ถักนิตปกติไป 7 ห่วง พอห่วงที่ 8 ให้รวบ 2 ห่วงเข้าด้วยกัน เท่ากับเราจะรวบห่วงที่ 8 และ 9 จากนั้นก็ถักนิตปกติไปอีก 7 ห่วง แล้วทำการรวบห่วงเหมือนครั้งที่แล้ว ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบแถว

ลดห่วงแถวสาม ถักนิตปกติไป 6 ห่วง พอห่วงที่ 7 ให้รวบ 2 ห่วงเข้าด้วยกัน เท่ากับเราจะรวบห่วงที่ 7 และ 8 จากนั้นก็ถักนิตปกติไปอีก 6 ห่วง แล้วทำการรวบห่วงเหมือนครั้งที่แล้ว ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบแถว

.....ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนห่วงเหลือน้อยที่สุด พอห่วงเหลือน้อย ๆ จะเริ่มถักยากสักหน่อย อาจเหลือ 10 - 15 ห่วงก็พอค่ะ  ทำการรวบห่วงเข้าด้วยกันและมัดให้แน่น ก็เสร็จแล้ว
จากนั้นจะตกแต่งด้วยปอม ๆ หรือจะทำตุ๊กตาติดก็แล้วแต่ชอบค่ะ ในภาพที่เป็นตุ๊กตากระต่ายเราถักจากโครเช ถักตามใจค่ะ แล้วปักหนวดกับจมูกด้วยไหมสีน้ำตาลเข้ม เสร็จแล้วนำมาเย็บติดกับหมวกก็สวยงามน่ารักแล้วค่ะ
และนี่คือนางแบบของเราค่ะ

ประสบการณ์ ตรวจฟันและเคลือบฟลูออไรด์ เด็กวัย 2.5 ขวบ

วันนี้น้องพราวครบ 2 ขวบครึ่ง เราพาน้องไปเที่ยวห้างเซ็นทรัลเฟสติวัลที่เชียงใหม่ เล่นของเล่นที่สวนสนุก และทานข้าวด้วยกัน พ่อ แม่ ลูก คุณปู่ และคุณย่า (ปกติน้องอยู่ไกลจากตัวเมืองมาก ไม่ค่อยได้มาเที่ยวบ่อยนัก การมาแต่ละครั้งจึงสนุกสนาน และมีความหมายกับน้องมาก ๆ) เมื่อก่อนการนั่งรถไกลกว่าชั่วโมงน้องก็หลับแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ไม่เคยหลับเลย เพราะตื่นเต้น จึงสนใจมองดูนู่นนี่ พูดคุยตลอดการเดินทาง

โปรแกรมสำหรับวันนี้ เราได้ตกลงกับน้องแล้วว่า จะพาไปเล่นของเล่น กินขนม และไปตรวจฟัน ซึ่งน้องก็ทำท่าเข้าใจดี น้องยังพูดเองว่า "เดี๋ยวน้องพราวจะไปหาคุณหมอตรวจฟันนะ"

นัดคุณหมอไว้ช่วงบ่าย ดังนั้นช่วงเช้าจึงพาเที่ยวก่อน หลังจากทานอาหารเที่ยงเสร็จสรรพ ก็มุ่งหน้าต่อไปยังคลีนิคทันตแพทย์ CDJ Dental Clinic Chiang Mai มาถึงก่อนเวลาเล็กน้อย แต่น้องไม่ตื่นเต้นเลยค่ะ เพราะเคยพามาแล้วเมื่อประมาณ 2 ขวบ ระหว่างรอก็เอาหนังสือการ์ตูนมาอ่าน (ดูรูปเท่านั้นแหละ..ยังอ่านไม่เป็นหรอก)

##คุณแม่ขอย้อนกลับไปเล่าตอนที่เคยพามาหาหมอฟันเมื่อ 2 ขวบ ตอนนั้นน้องยังค่อนข้างเล็ก การมาหาหมอฟันเป็นสิ่งแปลกใหม่ น้องยังกังวล แต่เราพยายามที่จะพามาเพื่อสร้างความคุ้นเคย ไม่ได้คาดหวังว่าน้องจะยอมให้ตรวจหรือไม่ แต่น้องก็ยอมให้คุณหมอตรวจโดยต้องให้คุณพ่ออุ้มนอนบนตัวคุณพ่อ แล้วคุณพ่อนอนบนเก้าอี้ทำฟันอีกที ตอนนั้นคุณหมอทำได้แค่ตรวจ ผลคือฟันไม่ผุ และได้สอนการแปรงฟัน น้องไม่ร้อง แต่ก็ยังทำท่ากลัวเล็กน้อย คุณหมอจึงยังไม่แนะนำให้ทำอะไรเพิ่ม เสียเงินไปแค่ 70 บาท ได้แปรงสีฟันกลับบ้านมาอันนึง กับลูกโป่ง แค่นี้น้องก็ดีใจแล้ว##  บางท่านอาจสงสัยว่าทำไมถึงเลือกคลีนิคนี้ ไม่มีไรมากเลยค่ะ คือเราไม่ค่อยมีเวลาที่จะพาน้องมา ดังนั้นเราจึงลองโทรเช็คคิวว่างกับคลีนิคชื่อดังสำหรับเด็กโดยตรงหลายที่แต่ไม่มีคิวว่างในวันที่เราสะดวกเลย เหลือที่นี่ยังพอมีคิวให้ แต่ก็ยังติดปัญหาว่าวันที่เรานัดไม่มีหมอเฉพาะทางสำหรับเด็ก จนท.บอกกับเราว่ามีคุณหมอ(ผู้หญิง)ท่านนึงซึ่งเค้าก็มีลูกวัยใกล้เคียงกัน จึงทำการนัดหมายให้... เราก็ตอบตกลง แต่ยังกังวลว่าถ้าไม่ใช่หมอเฉพาะเด็กโดยตรงเค้าจะมีวิธีหลอกล่อเด็กหรือเปล่านะ เมื่อได้พบกันคุณหมอก็พูดคุยกับน้องดีมาก ๆ ชวนคุย พูดชมให้กำลังใจ สรุปคือน้องไม่กลัวค่ะ แอบบอกชื่อคุณหมอนิดนึง ชื่อคุณหมอขนม##

เข้าไปพบคุณหมอขนม (คนเดิม) เนื่องจากมีประวัติและคุ้นเคยกันบ้างแล้ว คุณแม่จึงเลือกมาที่เดิมและขอนัดคุณหมอท่านเดิมค่ะ น้องสวัสดีคุณหมอ และคุณหมอชวนน้องคุยสร้างความคุ้นเคยก่อน (ยังไม่เริ่มตรวจ) น้องตอบชื่อและคุยกับคุณหมอได้ดี คุณหมอถามว่าวันนี้คนเก่งจะนั่งเก้าอี้คนเดียวได้ไหม น้องตอบว่าได้ พี่ผู้ช่วยอุ้มน้องขึ้นนั่งแล้วเปิดการ์ตูนให้ดู (ในห้องมีทั้งพ่อ แม่ และคุณย่า ไปนั่งให้กำลังใจกันเต็มห้อง แต่น้องให้ความร่วมมือได้ดี ทางผู้ให้กำลังใจทั้งหลายจึงได้แต่นั่งดูเฉย ๆ) วันนี้ก็เริ่มต้นจากการตรวจเบื้องต้นก่อน คุณหมอให้น้องอ้าปากเพื่อขอดูฟัน ไม่มีฟันผุค่ะ แต่ฟันยังขึ้นไม่ครบ ยังขาดอีก 3 ซี่ คุณหมอหันมาอธิบายให้พวกเราฟังว่าเด็ก ๆ มักจะแปรงฟันเองไม่สะอาด ดังนั้นผู้ใหญ่ควรแปรงซ้ำให้ทุกครั้ง และสำหรับวันนี้คุณหมอจะลองดูก่อนว่าน้องจะยอมให้ความร่วมมือแค่ไหน ถ้าไม่มีปัญหาคุณหมอจะขัดฟันและเคลือบฟลูออไรด์ให้ การขัดฟันจะใช้แปรงที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าเสียงดังเล็กน้อย คุณหมอเปิดให้น้องฟังก่อนว่ามันจะมีเสียงดังนิดนึง แต่ไม่เจ็บ ลองเปิดเครื่องแตะที่เล็บน้อง เพื่อให้ดูว่ามันไม่เจ็บจริง ๆ และน้องก็ยอมให้ขัดฟันแต่โดยดี

การเคลือบฟลูออไรด์มี 2 แบบ คือ แบบทา และ แบบให้งับถาดโฟมพลาสติกนิ่ม ๆ ซึ่งเทฟลูออไรด์ไว้ในถาด (ตามรูปเลยค่ะ) # แบบทาจะไม่ค่อยได้ผลดีนักเพราะฟลูออไรด์ไม่ซึมเข้าผิวฟันได้ดีเท่าแบบงับถาด สำหรับครอบครัวเรา เอาแบบไหนก็ได้ค่ะ ทำเท่าที่น้องจะยอมให้ความร่วมมือโดยไม่บังคับ เพราะไม่อยากให้น้องกลัว # แต่ผลสรุปคือน้องให้ความร่วมมือดีทุกอย่าง สามารถเคลือบฟลูออไรด์โดยงับถาดและจับเวลาประมาณ 3-4 นาทีได้ ไม่ร้องไห้เลย ฟลูออไรด์ก็มีหลายกลิ่น เช่น สตรอเบอร์รี่ ส้ม ผลไม้รวม น้องเป็นคนเลือกกลิ่นเอง
คุณหมอชมว่าน้องเก่งขึ้นมาก ให้ความร่วมมือดี คุณแม่ถือว่าดีเกินที่คาดหมายไว้ เมื่อเสร็จสิ้นการทำฟันแล้ว น้องได้ของรางวัลเล็กน้อยจากคุณหมอเป็นลูกโป่ง แหวนพลาสติกสีสวย 2 วง และตุ๊กตากระดาษ กลับบ้านด้วยความรู้สึกประทับใจ น้องยังพูดเองบ่อย ๆ ว่าคุณหมอใจดี หมดค่าใช้จ่ายไป 600 บาทเท่านั้น คุณหมอแนะนำให้มาตรวจและเคลือบฟลูออไรด์ทุก 6 เดือน .... ^_^ ......

คุณแม่บันทึก VDO บางส่วน (การขัดฟัน) ไว้ให้น้องได้ดูภายหลังด้วยค่ะ


ฝึกลูก...ไม่ใช่เรื่องยาก (จริงหรือ)

นึกขึ้นมาได้ว่า ตั้งแต่ลูกเกิดมาจน 2 ขวบแล้ว ยังไม่เคยบันทึกการฝึกเริ่มต้นในเรื่องต่าง ๆ ไว้เลย เช่น การดื่มนมจากหลอด การบอกฉี่ การเลิกนมมื้อดึก (นี่ถ้ามีลูกคนที่สองอาจจำไม่ได้แล้วว่าใช้วิธีไหน และเมื่อไรจึงเหมาะสม) น้องพราวถือว่าเป็นเด็กที่ฝึกง่าย และให้ความร่วมมือได้ดีทีเดียว คนเลี้ยงจึงไม่เหนื่อยมากนัก ถ้าไล่นับกันตั้งแต่ต้น ก็มีพลาดอยู่เรื่องเดียวคือการเปลี่ยนจากกินนมจากเต้า มาเป็นกินจากขวด เพราะความที่ไม่มีประสบการณ์ จึงต้องวุ่นวายกันน่าดู

ภาพประกอบจาก google ค่ะ
วัยแรกเกิด (ทำไมต้องหัดกินนมจากขวด)
ลูกจะชอบดูดนมจากเต้ามาก และเป็นการกระตุ้นน้ำนมที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม อย่าใจอ่อนจนเกินไป สลับให้เค้าดูดจากขวดบ้าง โดยเอานมแม่ปั๊มใส่ขวดให้ดูด สลับกันไปเรื่อย ๆ จนลูกเริ่มชิน (ถ้าเป็นแนวทางการเลี้ยงด้วยนมแม่ มักจะนิยมให้ลูกดูดจากเต้ามากกว่าค่ะ แต่ปัญหาภายหลังเวลาที่แม่ต้องกลับไปทำงาน มันหนักหนาจริง ๆ เพราะถ้าลูกไม่คุ้นเคยกับขวดนมมาก่อน เค้าจะปฏิเสธอย่างรุนแรง ถึงกับไม่ยอมกินทั้งวัน และร้องอาละวาดกันบ้านแตกเลยทีเดียว) ดังนั้นการปั๊มใส่ขวดสลับให้กินบ้างก็ไม่เสียหายค่ะ
อากาศหนาว แต่ก็ต้องแปรงฟันก่อนนอนทุกวันค่ะ
วัยฟันน้ำนมขึ้น (ดูแลฟันซี่แรกของหนู)
ลูกสาวฟันขึ้นช้าค่ะ ซี่แรกโผล่มาก็เกือบ 9 เดือนแล้ว พอฟันเริ่มขึ้นก็ต้องเริ่มหาวิธีทำความสะอาดฟัน ซึ่งเรื่องนี้ก็พลาดไปเช่นกัน ไม่ได้ใส่ใจสักเท่าไร เพราะคิดว่ารอให้รู้เรื่องอีกสักหน่อยค่อยหัดแปรงฟันก็ได้ แต่อันที่จริงพบข้อมูลจากหลายแหล่งบอกว่าคราบของน้ำนมสามารถทำให้ฟันผุได้มากเป็นอันดับต้น ๆ เลย ดังนั้นขอแนะนำให้เริ่มทำความสะอาดฟันตั้งแต่ซี่แรก ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการฝึกความคุ้นเคยให้กับเด็กด้วยค่ะ โดยการเอาผ้าสะอาด หรือสำลี หรือผ้าก๊อตชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาดทั้งฟันและเหงือกทุกวัน (ที่บ้านนี้พลาดไปอย่างที่บอก พอจะเริ่มทำความสะอาด เด็กก็ปฏิเสธ ไม่ยอมอ้าปาก เพราะไม่คุ้นเคย กลัว)

วัย 9 เดือน (เลิกนมมื้อดึก)
เป็นวัยที่ควรให้เลิกดื่มนมมื้อดึกได้แล้ว เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องฝึกอย่างจริงจัง เหตุผลเพราะฟันเริ่มขึ้นแล้ว การดื่มนมมื้อดึก หรือการดูดขวดนมแล้วหลับไปพร้อมกับขวดนม ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย เพราะมีแต่ผลเสียมากกว่าผลดี คือจะทำให้ฟันผุ ทัณตแพทย์บอกว่าเด็ก 80% ที่ฟันผุมีเหตุมาจากการดื่มนมกลางคืน เพราะแบคทีเรียมันมาทำลายฟันที่มีคราบนมติดอยู่นั่นเอง

แม่ ๆ หลายท่านเชื่อว่าระหว่างกลางคืนเด็กจะหิว การตื่นมาร้องกลางดึกก็คิดว่าลูกหิว ก็เลยพยายามให้กินอยู่ตลอดเวลา ที่จริงแล้วเด็กไม่ได้หิวนะคะ เมื่อเค้ากินข้าวได้แล้ว กระเพาะเริ่มพัฒนา ฝึกให้รู้จักมื้ออาหารโดยการกินเป็นเวลา และลดปริมาณรอบการกินนมในช่วงกลางคืนลง ค่อย ๆ ลดลงโดยเว้นระยะห่างให้นานขึ้น เช่น เคยดื่มนมทุก 4 ชม.ก็ลองทิ้งระยะให้นานขึ้น ถ้าลูกนอนยาวไม่ตื่นก็ไม่ต้องปลุก ปล่อยให้นอนไปยาว ๆ ทำแบบนี้ไปสัก 2 สัปดาห์ก็หลับยาวได้ทั้งคืนแล้วค่ะ มีข้อแนะนำว่ามื้อเย็นควรให้ลูกได้กินอาหารอย่างเต็มที่เพื่อจะได้ไม่หิวระหว่างช่วงกลางคืน หากกลัวว่าลูกจะได้กินนมน้อยเกินไป ก็สามารถเพิ่มรอบนมในช่วงกลางวันให้เยอะขึ้นได้

อีกอย่างการให้กินนมก่อนนอนทำให้ลูกเพลิดเพลินหลับง่าย หลายบ้านก็มักใช้นมเป็นเครื่องมือในการทำให้ลูกหลับ นี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ดีเลย เหตผลเดียวกันคือจะทำให้ฟันผุ ดื่มนมหลับไปโดยที่มีคราบน้ำนมติดอยู่ที่ปากและฟัน และถ้าไม่สามารถฝึกให้นอนได้เอง ก็จะต้องดูดขวดนอนแบบนี้ไปจนโตอย่างแน่นอน ผลพวงตามมามากมาย เด็กไม่ได้ดูดขวด ไม่ยอมนอน อาละวาด ดังนั้นค่อย ๆ ฝึกแบบไม่ให้เค้ารู้ตัว อย่าบังคับในทันที แต่ให้หาวิธีอื่นมาเบี่ยงเบน หลอกล่อ เช่น ชวนเล่น ชวนทำกิจกรรม อ่านหนังสือ อะไรก็ได้ที่เค้าชอบ อาจต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่สักพักเค้าก็จะเริ่มเหนื่อย ง่วง ถึงตอนนั้นอาจามไม่ต้องใช้ ขวดนมเลยก็ได้ ทำแบบนี้สัก 1-2 สัปดาห์ เค้าก็จะเริ่มชินกับการนอนโดยไม่ต้องพึ่งพาขวดนมอีกต่อไป
เริ่มจากนมชงใส่แก้วหัดดื่ม พอโตขึ้นก็ขยับมาเป็นนมกล่อง
วัย 1 ขวบ (เลิกขวดนม)
อันที่จริงแล้วการเลิกขวดนมสามารถทำได้เร็วกว่านี้มากค่ะ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็กแต่ละคน แต่ไม่ควรเกินขวบ เพราะเด็กโตเร็วมาก เค้าจะมีความเป็นตัวของตัวเองได้เร็ว ไม่ยอมถูกบังคับ ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ใช่ว่าเด็กเค้าดื้อนะคะ แต่เป็นเพราะเค้าเริ่มโต จึงสามารถแสดงอาการต่อต้านในสิ่งที่ไม่ถูกใจ ในวัยก่อนขวบเค้าจะให้ความร่วมมือได้ดีกว่าค่ะ เพราะเค้ายังทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้มากนัก กำลังอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ วิธีใหม่ ๆ เช่น ลูกสาวที่บ้านนี้เห็นผู้ใหญ่ดูดน้ำหวานจากหลอด ก็เลยอยากลองบ้าง เราก็ให้เค้าได้ลองดูในบางครั้ง เริ่มลองดูดหลอดตั้งแต่ 8 เดือน อาจเริ่มจากหลอดเล็ก ๆ เช่นหลอดยาคูลท์ หลอดนมเปรี้ยว เพราะใช้แรงไม่ต้องเยอะ พอดูดนมหวาน ๆ ขึ้นมาได้ถึงปาก ก็ชอบใจ สนุกสนาน ตื่นเต้น ช่วงที่เค้าเริ่มสนุกกับอะไรใหม่ ๆ เราก็เอาหลอดให้เค้าดูดนมแทนการดื่มจากขวดซะเลย โดยชงนมใส่แก้ว (เก็บขวดนมทั้งหมดให้พ้นสายตานะคะ เพื่อให้เค้าเริ่มลืม) ลองดูก่อนว่าเค้าให้ความร่วมมือดีแค่ไหน ถ้าไม่ร้องเอาขวดนมอีก ก็ทำลืมไปเลย สักพักเค้าก็จะชินกับการกินนมในแบบใหม่ และไม่กลับไปใช้ขวดนมอีก ช่วงระหว่างการฝึก กรุณาอย่าพาไปเล่นกับเด็กอื่นที่เค้ากินขวดนมเป็นอันขาด ไม่ให้เห็นแม้กระทั่งรูปขวดนมในทีวีหรือจากหนังสือ จนกว่าจะเลิกได้จริง ๆ สัก 3-4 สัปดาห์
วัย 1 ขวบครึ่ง (ฉี่-อึ หนูบอกได้)
เรื่องนี้ฝึกยากหน่อยนะคะ ต้องใช้เวลานานมาก คนเลี้ยงต้องใจเย็นมาก ๆ ต้องให้เวลามากจริง ๆ กลางวันที่อยู่กับเด็ก จะต้องคอยหมั่นถามทุก 3 ชม.ว่าไปฉี่กันไหม ปวดฉี่หรือยัง เพราะช่วงแรก ๆ เค้าไม่บอกแน่นอนค่ะ เราต้องคอยกะเวลาเอาเองและชวนไปนั่งฉี่ในห้องน้ำ ถ้าจะฝึกก็ไม่ควรใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปนะคะ  ควรฝึกในช่วงกลางวันก่อนเพราะเด็กสามารถบอกได้และเข้าใจ ที่บอกว่าไม่ควรใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเพราะว่าถ้าเด็กเค้าฉี่ออกมาเค้าจะรู้สึกได้ว่ามันเปียก ซึ่งต่างจากการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปฉี่ไปเท่าไรก็ยังไม่รู้สึกว่าเปียก จึงทำให้เด็กไม่สามารถแยกออกว่าแบบไหนคือฉี่ ถ้าเค้าฉี่ใส่กางเกงโดยไม่บอกก็อย่าไปดุด่านะคะ ให้ค่อย ๆ สอนบ่อย ๆ ว่าแบบนี้ไม่ดี ไม่มีใครฉี่ใส่กางเกงเลย พ่อแม่ก็ไปฉี่ที่ห้องน้ำ พูดบ่อย ๆ เมื่อไรที่เค้าบอกว่าฉี่ เราต้องรีบพาไปห้องน้ำเร็วที่สุด เพราะเด็กยังอั้นฉี่ไม่เป็นค่ะ บางทีบอกแล้วก็ฉี่เลย การพูดชมเชยสำคัญมาก ควรชมทุกครั้งที่เค้าบอกได้ถูกต้อง

ส่วนเรื่องอึ เหมือนจะง่ายกว่าการบอกฉี่ เพราะอึยังมีช่วงที่รู้สึกได้ เค้าสามารถอั้นไว้ได้ระยะหนึ่ง การสอนก็เหมือนกันกับฉี่เลยค่ะ ทุกครั้งที่บอกได้ถูกต้องก็ต้องชมทุกครั้งไป

เรื่องการฝึกฉี่กับอึ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาฝึกนานที่สุดเลย ค่อยเป็นค่อยไป ต้องให้เวลาเค้าเยอะ ๆ ลูกสาวเริ่มฝึกตั้งแต่ 1 ขวบนิด ๆ จนตอนนี้ 2 ขวบกว่าแล้ว เรื่องฉี่อึช่วงกลางวันสามารถบอกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ช่วงหลับยังไม่สามารถควบคุมได้ คงต้องใช้เวลาอีกนาน ได้แค่นี้ก็ดีใจมากแล้ว ช่วยประหยัดแพมเพิสกลางวันไปได้เยอะทีเดียวค่ะ

**ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่คุณพ่อทุกท่านประสบความสำเร็จในการฝึกลูกน้อย หลาย ๆ เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้ทำเพื่อความสะดวกสบายของผู้เลี้ยง แต่ทุกเรื่องเป็นผลดีต่อตัวลูกน้อยเองทั้งสิ้นค่ะ...แต่ละเรื่องต้องฝึกตามวัยที่เหมาะสม เร็วไปน้องไม่พร้อมก็ไม่ดี หากช้าเกินไปก็จะฝึกได้ยากมาก ดังนั้นสังเกตลูกของคุณและเลือกเวลาที่เหมาะสมค่ะ**

เที่ยวเชียงใหม่ ไปหาหมอฟัน (ครั้งแรก)

นู๋พราว 1 ขวบ 9 เดือน แล้วจ้า แต่ยังไม่เคยไปพบหมอฟันเลย ตอนนี้ฟันขึ้นเยอะมากแล้ว
- ฟันหน้าด้านบน 4 ซี่
- ฟันหน้าด้านล่าง 4 ซี่
- ฟันกรามด้านบน 2 ซี
- ฟันกรามด้านล่าง 2 ซี่
- ฟันเขี้ยวด้านบน 2 ซี่ (กำลังโผล่มาเป็นอันเล็ก ๆ)
- ฟันเขี้ยวด้านล่าง 2 ซี่ (กำลังโผล่ตาม ๆ กันมา)

รวมแล้วฟันเกือบเต็มปากแล้วนนะเนี่ย เรื่องการทำความสะอาดฟันของนู๋พราวเป็นปัญหาที่น่ากังวลจริง ๆ เพราะตั้งแต่เล็กคุณแม่ไม่ได้ฝึกการเช็ดทำความสะอาดช่องปาก พอโตขึ้นนู๋พราวไม่ยอมอ้าปากให้คนอื่นทำความสะอาดเลย ทุกวันนี้ทำได้แค่ให้ถือแปรงสีฟันอันเล็ก ๆ และถูไปมาเอง แบบว่าถูมั่ว ๆ โดนบ้างไม่โดนบ้าง ยาสีฟันก็ยังไม่ให้ใช้ เพราะคิดว่ายังเล็กมากเกินไป และเธอก็มักจะไม่ค่อยบ้วนน้ำออก ส่วนใหญ่กลืนหมด แต่สภาพฟันก็ยังดูไม่น่ามีปัญหา เพราะที่บ้านไม่ค่อยได้ให้กินขนมหวาน ส่วนมากได้กินแค่ผลไม้ และดื่มนมจืด เลิกกินนมมื้อดึก และพยายามฝึกนิสัยให้แปรงฟันตื่นนอนและก่อนนอนทุกวัน


โปรแกรมวันนี้ ต้องมีคนร้องไห้แน่ ๆ
1. ไปฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบ Hep A Vaccine 1 ที่โรงพยาบาลลานนา
2. ไปหาหมอฟันที่เดนทัลแลนด์
3. ไปเที่ยวดูแกะที่ร้าน Aries
4. ไปเที่ยวเซ็นทรัลแอพอร์ต
5. ไปเที่ยวดูรถไฟปู้น ๆ

ไปถึง รพ.ลานนา ก็ร้องไห้โวยวายและโดนฉีดวัคซีนไปตามระเบียบ เรียบร้อยออกจาก รพ. ก็มุ่งหน้านิมมานเหมินทร์17 ถึงเดนทัลแลนด์คลีนิค แต่เจ้าหน้าที่บอกเราว่าคนไข้ที่นัดไว้เยอะมาก ไม่มีคิวว่างเลย เราก็เลยไม่ได้ตรวจ (คุณแม่ค้นพบคลีนิคนี้จาก internet ค่อนข้างมีชื่อเสียง และมีหมอที่เชี่ยวชาญกับการดูแลฟันเด็กโดยเฉพาะ เราจึงเจาะจงมาที่นี่ค่ะ) จากนั้นเราไปคลีนิคใกล้เคียงที่นิมมานเหมินทร์ประมาณซอย 3 (ดันจำชื่อคลีนิคไม่ได้อีก) ที่นี่เราตั้งใจพาคุณปู่มาตรวจฟันค่ะ แต่บังเอิญว่าคุณหมอน่ารักมาก และนู๋พราวไม่กลัว เลยได้ลองพูดคุยปรึกษาเรื่องฟันของนู่พราวไปด้วยเลย

คุณหมอ : นู๋ชื่อน้องอะไรคะ
นู๋พราว   : น้องพราว (สำเนียงเหนือ+พูดไม่ชัด) *คุณแม่ต้องช่วยแปลอีกที*
คุณหมอ : ไหนขอดูฟันหน่อยสิคะ ยิ้มให้ดูหน่อย
คุณแม่   : ยิ้มสวยให้คุณหมอดูสิคะ
นู๋พราว   : ยิ้ม
คุณแม่   : นู๋พราวแปรงฟันยังไง ทำให้คุณหมอดูสิ
คุณหมอ : เท่าที่ดูฟันก็ไม่น่ามีปัญหานะคะ เด็กเล็กถ้าฟันผุ จะเห็นไ้ด้ชัดจากด้านหน้าเลย 
             เค้าไม่งอแงใช่มั๊ยคะ 
คุณแม่   : แล้วปกติเด็กเล็กต้องทำอะไรเพิ่มเติมไหม เช่น ต้องเคลือบฟลูออไรด์ด้วยหรือเปล่า 
             เห็นคนอื่นเค้าพูดกัน หรือไม่ก็ต้องให้กินฟลูออไรด์เสริมอีกด้วย
คุณหมอ : ไม่จำเป็นค่ะคุณแม่ เพราะในยาสีฟันและนมหรือน้ำดื่มบางชนิดก็มีฟลูออไรด์
             ผสมอยู่ด้วยในปริมาณที่พอเพียงแล้วค่ะ การให้เพิ่มอาจมีผลให้ฟันแท้เป็นจุดขาว ๆ 
             หรือฟันตกกระได้ คุณหมอเองตอนเป็นเด็กก็ไม่เคยต้องรับฟลูออไรด์เพิ่มเติมเลยค่ะ
คุณแม่   : แล้วที่เค้าให้เด็ก ๆ มาหาหมอฟันตั้งแต่ฟันขึ้นไม่กี่ซี่ เพื่อทำอะไรบ้างคะ
คุณหมอ : ส่วนใหญ่แล้ว เป็นการสร้างความคุ้นเคยให้เด็กค่ะ จะได้ไม่กลัวการมาตรวจฟัน
นู๋พราว   : (หลังจากที่รออยู่นานแล้ว ก็ตะโกนออกมาเสียงดัง) "หมอ" 
             แล้วทำท่าแปรงฟันให้คุณหมอดู (คงจะเห็นว่าหมอคุยอยู่ได้ หนูแปรงฟันให้ดูแล้ว 
             ทำไมไม่สนใจ) ทุกคนหันมามองนู๋พราวแล้วก็หัวเราะ...
             นี่แสดงว่าไม่กลัวคุณหมอเลยนะเนี่ย คงจะเป็นเพราะคุณหมอไม่ได้บังคับ
             ตรวจอะไรมากนัก แค่ชวนพูดคุยและถาม ๆ ทั่วไป
คุณหมอ : แนะนำเพิ่มเิติมให้พยายามทำความสะอาดฟันอย่างสม่ำเสมอ  และคุณแม่ต้องช่วย
             แปรงฟันให้ด้วย ถ้าไม่ยอมอาจต้องบังคับ เพราะเป็นเรื่องจำเป็น 
             หากฟันผุจะยุ่งยากกว่านี้อีกหลายเท่า 
             ส่วนยาสีฟันให้ใช้ได้ค่ะ แต่ปริมาณน้อยเท่าเม็ดถั่วเขียวก็พอ

หลังจากปรึกษาคุณหมอจบแล้ว ได้เวลากลับบ้าน นู๋พราวกล่าวลาทุก ๆ คนในร้านด้วยเสียงดังฟังชัด "ธุจ้า" ตามด้วยบ๊าย ๆ และส่งจูบให้กับคุณหมอและเจ้าหน้าที่ทุกคน

****ผิดคาดจริง ๆ คิดว่าเธอจะร้องไห้ ไม่ยอมให้ความร่วมมือ แต่กลายเป็นสนุกสนาน****
***จากนั้นก็เที่ยว ๆ ๆ ดูแกะ ดูปลา กินขนม กลับบ้าน happy ฟุด ฟุด***

ไปดูแกะ ที่ร้าน Aries จ้า

เดินเล่นกับพ่อ เซ็นทรัลแอพอร์ต เชียงใหม่



1 ขวบ 8 เดือน หนูทำไรได้มั่ง





เผลอแป๊บเดียวลูกสาวโตจนผิดหูผิดตา ยังรู้สึกว่าเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งคลอดออกมา ร้องแว้ ๆ อุ้มไปรอบบ้าน ไหงตอนนี้โตเร็วจังหว่า ขอจดบันทึกไว้กันลืมสักหน่อยว่าตอนนี้หนูพราวของแม่ทำไรได้บ้างแล้ว แต่ที่แน่ ๆ คือหนูพูดเก่งขี้นมาก สื่อสารกับผู้ใหญ่ได้ และไม่ดื้อไม่ซนเลยค่ะ อาจมีงอแงบ้างตามอารมณ์ของเด็กในบางช่วง แต่โดยปกติแล้วเป็นคนมีเหตุผล แม้ว่าแม่จะไปหาแค่เดือนละครั้ง แต่คนแถวนั้นต่างก็ชมว่าหนูพูดเก่ง พูดเพราะ และเป็นเด็กฉลาด ไม่หวงของ ดังนั้นจึงมีคนมากมายแวะเวียนมาเล่นกับหนู่อยู่บ่อย ๆ ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ (แต่คุณแม่ว่าหนูมีของเล่นเยอะด้วยแหละ เลยมีเพื่อนมากมายชอบมาเล่นที่บ้าน)

  1. พูดได้เยอะมาก เรียกได้ว่าสามารถสื่อสารกับผู้ใหญ่ได้เป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว เข้าใจได้มากกว่า 70% แต่การเรียงประโยค และความต่อเนื่องอาจยังไม่ราบรื่นสักเท่าไร คิดว่าอีก 1 เดือนข้างหน้าต้องพูดได้เกือบ 100% อย่างแน่นอน เพราะดูเหมือนหนูจะช่างพูดไม่เบาเลย
  2. ด้านร่างกาย แม้ว่าน้ำหนักยังไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐาน แต่ก็ทำน้ำหนักขึ้นมาเยอะในเดือนนี้ ชั่งล่าสุดน่าจะ 10.2 กก. โดยรวมแล้วดูเป็นเด็กสมบูรณ์ แข็งแรง ร่าเริง และอารมณ์ดี สำหรับส่วนสูงก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ ล่าสุดที่ 75 ซม.
  3. การกินอาหาร กินเก่งขึ้นมาก ทั้งปริมาณและความหลากหลายของอาหาร โดยเฉพาะอาหารพื้นบ้านท้องถิ่น หนูพราวได้ทดลองกินหลายอย่างมาก เช่น ไข่มดแดง แมงมัน ไข่แมงแจ๋ ผักกูด ผักชะอม มะขามหวาน มะปราง และอีกมากมาย ที่เด็กในเมืองแทบไม่รู้จัก (อาหารที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น อยู่ทางเหนือค่ะ) ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในการฝึกพฤติกรรมการกิน เพื่อให้สามารถปรับตัวอยู่ได้ในหลายพื้นที่ตั้งแต่เด็ก
  4. การขับถ่าย เดี๋ยวนี้สามารถบอกได้ว่าจะอึ๊ แต่เรื่องฉี่ยังบอกไม่ค่อยทัน ช่วงนี้คุณย่าใช้การกะเรื่องเวลา 2-3 ชม. ก็ชวนไปฉี่ค่ะ หนูพราวให้ความร่วมมือดีเป็นส่วนใหญ่
  5. สามารถบอกชื่อสัตว์ สิ่งของ ได้มากชนิดขึ้นเรื่อย ๆ 
  6. เปิดปิดขวด หรือฝา หรือก๊อกน้ำได้ ยกแก้วน้ำดื่มได้เองโดยไม่หก
  7. ตักอาหารกินเองได้ดีขึ้นมาก ส่วนมากไม่ค่อยหกแล้ว แต่ยังต้องคอยระวังและช่วยเหลือบ้าง เพราะบางทีก็เอามือลงไปหยิบเลย ทิ้งช้อนไว้ตามพื้น 
  8. เดินเก่งมาก ไม่ล้มแล้ว สามารถเดินถอยหลัง เดินข้าง ๆ ได้ ขึ้นลงบันไดได้ แต่ต้องคอยเฝ้าระวังไม่ให้ขึ้นลงตามลำพัง
  9. เต้นและทำท่าทางตามได้ ชอบเสียงเพลง ชอบเต้น มักร้องให้เปิดการ์ตูนเพลง
หนังสือภาพ POP UP เล่มนี้คุณแม่ทำให้น้องพราวเองค่ะ

ช่วงนี้แม่ชอบซื้อหนังสือการ์ตูนมาก ๆ เพราะเห็นลูกสาวสนใจภาพ และชอบฟังคุณย่าอ่านนิทาน หนังสือจึงเต็มบ้านไปหมด ส่วนของเล่นก็ลดปริมาณลงไปเยอะ ถ้าหากจะซื้อของเล่นสักชิ้น คงต้องเลือกที่เป็นประเภทฝึกสมอง เสริมพัฒนาการ


ตอนนี้หนูเริ่มสนใจแปรงฟันมากขึ้น สังเกตจากกระตือรือร้นที่จะไปแปรงฟันในช่วงเช้าและก่อนนอน แม้ว่าจะแปรงแบบมั่ว ๆ จุ่มน้ำอม ๆ บ้าง ถูไปมาบ้าง แต่ก็ถือว่าดีแล้วสำหรับเด็กเล็ก เร็ว ๆ นี้คุณแม่คงต้องพาไปพบหมอฟันเพื่อตรวจและขอคำแนะนำเพิ่มเติม

ฝึกนิสัยการกินสำหรับลูกน้อย



อาหารเด็กเล็ก ๆ สารพัดที่คุณแม่จะดัดแปลงให้ลูกน้อย ฝีมือคุณแม่ทำเอง ก็ต้องเข้าข้างตัวเองว่าอร่อยแน่ (จิงป่าวไม่รู้) น้องพราวเป็นคนกินง่ายแต่เล็ก ๆ ค่ะ ดังนั้นทำอะไรให้กินเธอก็กินได้ทุกอย่าง จนบางทีแม่ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าลูกแยกแยะได้หรือไม่ว่าอะไรอร่อยหรือไม่อร่อย  แต่คุณแม่ว่าเป็นเรื่องที่ดีนะ เมื่อลูกกินง่าย เค้าก็จะได้กินอาหารหลากหลาย พฤติกรรมการกินก็ติดไปจนโต  อาจเป็นเพราะที่ครอบครัวเรารวมไปถึงครอบครัวคุณปู่คุณย่าก็เป็นคนที่มีพื้นเพจากต่างจังหวัด เรากินอาหารได้หลากหลาย และครอบครัวเราชอบกินผัก ลูกก็ซึมซับได้จากสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้างค่ะ

ส่วนใหญ่แล้วคุณแม่เลือกที่จะทำอาหารให้ลูกเองตั้งแต่น้องพราวอายุได้ 6 เดือน เริ่มแรกจากข้าวบดละเอียดผสมไข่แดง เนื้อปลา และผักใบเขียวต้มเปื่อย ทุกอย่างบดรวมกัน ทำครั้งนึงก็เก็บแช่ฟรีสไว้กินได้ประมาณ 3 วัน (คุณแม่ทำงานประจำด้วยค่ะ มีเวลาน้อย) ลูกก็ตอบรับอาหารได้ดี คุณแม่จึงเปลี่ยนผักไปเรื่อย ๆ บางครั้งก็เปลี่ยนเนื้อปลาเป็นตับไก่ ตับหมู  อ้อ...ลืมบอกว่าทุกอย่างในวัยนี้ไม่ต้องปรุงรสนะคะ เด็ก ๆ เค้าจะฝึกการรับรสธรรมชาติของอาหาร ถ้ากลัวไม่อร่อยก็ใช้วิธีต้มน้ำซุปกระดูกไว้ผสมกับข้าวบด หรือป้อนสลับกับข้าวได้ค่ะ


ผลที่ได้คือ ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดีสมวัย แข็งแรง ไม่เป็นโรคอ้วน และที่สำคัญคุ้นเคยกับรสผักหลายชนิด พอโตขึ้นถึงวัยที่ฟันเริ่มขึ้น อาหารไม่ต้องละเอียดมากแล้วนะคะ บดหยาบขึ้นมาอีกหน่อย เพื่อให้เค้าได้หัดเคี้ยวอาหาร


แนะนำการจัดตารางอาหารให้ลูกน้อย  (ตารางนี้เป็นวัยประมาณ 1 ขวบนะคะ)

07.30 : ดื่มนม 1 แก้ว
08.30 : ทานอาหารเช้า
10.00 : ดื่มนม 1 แก้ว
12.00 : ทานอาหารเที่ยง
14.00 : ดื่มนม 1 แก้ว
16.00 : ของว่างและผลไม้
18.00 : อาหารเย็น
20.00 : ดื่มนม 1 แก้ว


เห็นมั๊ยคะ ไม่ยากเลยสำหรับตารางง่าย ๆ เมื่อทำเป็นประจำ ลูกก็จะปรับตัวและเรียนรู้ได้ว่าเวลาไหนต้องทำอะไร ไม่จำเป็นว่าเวลาจะต้องเป๊ะ ๆ ทุกวันนะคะ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบ้านด้วย เพราะบางครั้งลูกหลับนานก็ต้องปล่อยให้หลับไปก่อน ไม่จำเป็นต้องปลุกมากินนะคะ แค่คุณแม่พยายามจัดเวลาให้มีระยะห่างที่เหมาะสม เช่น ก่อนมื้ออาหารหลักควรให้ห่างจากอาหารว่างหรือนม อย่างน้อย 1 ชม. และใน 1 วันลูกควรทานอาหารได้ครบ 3 มื้อ + ผลไม้อีก 1  มื้อ (ทานได้มากหรือน้อยไม่เป็นไรค่ะ ค่อย ๆ ฝึก) ใช้เวลาทานอาหารแต่ละมื้อไม่ควรเกินครึ่งชั่วโมง

ควรให้ลูกได้ทานร่วมโต๊ะพร้อมกับทุกคนในครอบครัว การได้มีส่วนร่วมและเลียนแบบผู้ใหญ่ในการกินอาหารจะช่วยใ้ห้เด็ก ๆ สนุกกับการทานอาหารมากขึ้นค่ะ บางครั้งอาจเลอะเทอะไปบ้างม่เป็นไรค่ะ ปล่อยให้เค้าได้เรียนรู้ด้วยตัวเองบ้าง ไม่จำเป็นต้องป้อนทุกคำนะคะ ให้เค้าได้หยิบใส่ปากเองบ้าง หรือฝึกใช้ช้อนตักบ้าง หกบ้างไรบ้าง ไว้ทำความสะอาดทีหลังคะ














ตรวจพัฒนาการวัย 13 เดือน



เมื่อวานพาน้องพราวไปตรวจพัฒนาการมาแล้วค่ะ จะมาเล่าให้แม่ ๆ ฟังว่าเค้าตรวจอะไรยังไงกันบ้าง เริ่มแรกคุณหมอ (คล้าย ๆ คุณครูเด็กเล็กมากกว่า) ถามคุณแม่ว่าน้องทำอะไรไ้ด้บ้างแล้วคะ
  1. ยืนได้เอง นั่งและลุกขึ้นยืนเองได้ เป็นเวลาค่อนข้างนาน
  2. เดินได้เอง 3-4 ก้าว
  3. พูดคำง่าย ๆ ที่มีความหมายได้เช่น ปลา, พ่อ, ป๊าบ ๆ (เป็ด)
  4. ทำท่าทางเลียนแบบผู้ใหญ่ เช่น หวีผม ทาลิปสติก
  5. เวลาเห็นเด็กเล็ก ๆ ก็จะทำท่ากล่อม และทำเสียง อือ ๆ ๆ

เกมส์ที่ 1
คุณหมอก็หยิบสีเทียนแท่งใหญ่ ๆ อ้วน ๆ ให้ลองเ่ขียนบนกระดาษ โดยคุณหมอเขียนให้ดู ขูด ๆ ขีด ๆ เป็นเส้นไปเรื่อย ๆ และให้น้องลองทำตาม แต่น้องพราวเอามาจุด ๆ ๆ ไม่ขีด (เพราะที่บ้านยังไม่เคยสอนให้ขีดเขียน) คุณหมอบอกว่าไม่เป็นไรค่ะ แรก ๆ เด็กเค้าจะจุด ๆ ก่อน พอคุ้นเคยก็จะขีดเขียนไปเรื่อย ๆ ไม่เป็นรูปร่าง แต่เป็นการบริหารข้อมือ ควรหาซื้อพวกสีเทียนที่แท่งใหญ่ ๆ พอที่จะกำได้ถนัดมือ เพราะเด็กเค้าจะจับแบบผู้ใหญ่ไม่เป็น แต่จะกำทั้งมือ

เกมส์ที่ 2
คุณหมอก็ชวนน้องพราวมานั่งเล่นที่พื้น (มีเบาะรองให้นั่งเล่นได้ค่ะ) แล้วก็จัดการเทของเล่นในกระเป๋าคุุณหมอออกมาที่พื้น คุณหมอหยิบบล๊อกทีละชิ้นใส่ในแก้วพลาสติก แล้วก็เทออก แล้วก็หยิบใส่อีกครั้งแล้วก็เทออก ทำให้น้องดู 2-3 รอบ แล้วชวนให้น้องลองทำตาม แต่น้องไม่ค่อยให้ความร่วมมือค่ะ มองหน้าคุณหมออยู่นานสองนาน เพราะไม่คุ้นเคย แล้วก็หยิบบล๊อกไม้ใส่แก้วอย่างไม่ค่อยเต็มใจ



เกมส์ที่ 3 
มีช้อนพลาสติกวางอยู่ 1 คัน แก้วน้ำ บล๊อกไม้หลายสี น้องตุ๊กตา 1 ตัว คุณหมอบอกว่าน้องตุ๊กตาหิวข้าวจังเลย ป้อนข้าวหน่อยค่ะ (คุณหมอแอบบอกคุณแม่ว่า เราไม่ต้องชี้นำนะคะ ไม่ต้องชี้ที่สิ่งของ ไม่ต้องใช้สายตามองไปยังสิ่งของ แค่พูดคำสั่งแล้วรอว่าเค้าเข้าใจความหมายหรือไม่) แล้วน้องพราวก็หยิบช้อนมาป้อนข้าวน้องตุ๊กตาตรงปากได้ตามคำสั่งค่ะ คุณหมอบอกต่ออีกว่าน้องตุ๊กตาหิวน้ำจังเลย ป้อนน้ำหน่อยค่ะ (รอ...) แล้วน้องพราวก็หยิบแก้วน้ำมาป้อนน้องตุ๊กตาได้ถูกต้อง

เกมส์ที่ 4
มีขวดแก้วขนาดกลาง ปากขวดแคบ ๆ มียา 2 เม็ดอยู่ด้านใน คุณหมอเทยาออกมา แล้วหยิบใส่เข้าไปทางปากขวดใหม่อีกครั้ง ทำให้ดู 2-3 ครั้ง และชวนให้ทำตาม น้องพราวสนใจขวดค่ะ แต่ไม่ค่อยอยากทำตาม บางทีก็เอามาเขย่าเล่นแทน คุณหมอว่าไม่เป็นไรค่ะ เด็กบางคนเค้าจะทำเมื่อเค้าพร้อมและอารมณ์ดี แต่ตอนนี้เค้ายังคงไม่ค่อยคุ้นเคยกับคุณหมอสักเท่าไร


ผลสรุป
คุณหมอบอกว่าน้องพราวมีพัฒนาการสมวัยค่ะ ถามคุณแม่เพิ่มเติมว่าเค้าสามารถทำตามคำสั่งได้อย่างเข้าใจใช่ไหม คุณแม่ตอบว่าสังเกตบางคำสั่งง่าย ๆ เค้าเข้าใจค่ะ เช่น บอกให้ไปหยิบถุงเท้ามาแม่จะใส่ให้ เค้าก็จะคลานไปหยิบของได้ตรงตามที่สั่ง และเอากลับมาให้ได้ถูกต้อง

คุณหมอเสริมว่าช่วงนี้เค้าจะเริ่มหัดเดิน ให้หาของเล่นประเภทลากจูง จะทำให้เค้าสนุกกับการเดินมากขึ้นค่ะ และช่วงนี้น้องจะเริ่มจดจำคำศัพท์ใหม่ ๆ ให้พูดกับเค้าบ่อย ๆ บอกเค้าว่ากำลังทำอะไรอยู่ เช่น อาบน้ำ กินข้าว สระผม และสอนให้เค้ารู้จักสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เ่ช่น ปาก แขน ขา มือ ช้อน จาน นม ข้าว ฯ การอ่านนิทานภาพที่มีภาพสวย ๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรทำบ่อย ๆ หาหนังสือการ์ตูนที่มีเนื้อหาไม่ซับซ้อน มีภาพสวย ๆ เป็นภาพง่าย ๆ เช่น ภาพสัตว์ ผลไม้ (อย่าเพิ่งเอาภาพยาก ๆ เช่น ภาพยักษ์ สัตว์ประหลาด) เล่าเรื่องให้เค้าฟังแบบง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านตรงตามเนื้อหาเป๊ะ ๆ จะช่วยเสริมจินตนาการดีขึ้น

คุณแม่สงสัยเพิ่มเติมว่า เราควรฝึกให้เค้าบอกเรื่องอึฉี่ได้เมื่อไร
คุณหมอบอกว่าควรฝึกประมาณขวบครึ่งขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็กแต่ละคนด้วยค่ะ) ให้พาเค้าไปรู้จักสถานที่จะขับถ่าย บอกและอธิบายว่าเวลาลูกปวดฉี่ปวดอึต้องมาห้องน้ำนะคะ พอเค้าอึก็บอกให้เค้ารู้จักว่านี่เรียกว่าอึ นี่เรียกว่าฉี่  และคอยสังเกตอาการว่าถ้าเค้าเริ่มเบ่งคล้ายปวดอึให้รีบไปถามว่าหนูปวดอึใช่ไหม แบบนี้เรียกว่าปวดอึนะ ต้องไปห้องน้ำ ต้องบอกแม่ แล้วก็พาเค้าไปห้องน้ำ  ทำซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เค้าก็จะคุ้นเคยและเข้าใจค่ะ





5 เดือน (ถ่ายรูปกับคุณพ่อ)

เผลอแป๊บเดียว 5 เดือนแล้ว เร็วจัง ตอนนี้น้องพราวหน้าเหมือนคุณพ่อมากขึ้นหรือเปล่านะ ไม่เห็นมีใครบอกว่าเหมือนคุณแม่เลย (น้อยใจ) ตามมาดูกันเลยว่าเหมือนคุณพ่อจริงล่ะป่าว




คุณแม่เป็นคนถ่ายให้ เลยไม่ได้อยู่ในภาพด้วย

แล้วนี่อีกรูปที่ถ่ายกับคุณพ่อ

 ภาพนี้เพิ่งกลับมาจากทำงาน ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ตรงมาอุ้มกันเลย

ภาพนี้ถ่ายกับคุณย่าค่ะ

4.5 เดือน (หมวกใบแรกที่คุณแม่ถักให้)


ถักหมวกใบแรกให้ลูกสาวค่ะ มือสมัครเล่น ทำไปรื้อไป จนได้เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เห็น คุณย่าก็ช่วยทำด้วยนะคะ พอทำเสร็จก็จับใส่นางแบบตัวน้อยของเราทันที ดูหน้าบ้องแบ๊วแล้วก็อดขำไม่ได้  แม่จะทำหมวกกันหนาวให้หนูใส่ไปเที่ยวบ้านคุณย่า แต่ดูไปดูมากลับคล้าย ๆ หมวกอัศวินซะอย่างงั้น

4 เดือน (หนูคว่ำเป็นแล้วค่ะ)

วันนี้เป็นวันพ่อ 5 ธันวาคม คุณพ่อกับคุณย่าพากันไปเที่ยวดูไฟที่สนามหลวง คุณแม่อยู่บ้านกับน้องพราว วันนี้หนูเกือบจะคว่ำได้หลายครั้งแล้ว คุณแม่ก็เอาใจช่วย แอบดูอยู่ห่าง ๆ เห็นพยายามทำท่าจะพลิกอยู่หลายครั้ง อีกนิดเดียวก็ได้แล้วนะลูก


อีก 2 วันต่อมา คุณย่ากับคุณพ่อก็เอะอะโวยวายกันลั่นบ้าน (คุณแม่กำลังล้างจานอยู่มั๊ง) น้องพราวคว่ำได้เป็นครั้งแรกแล้ว   โห..ทุกคนตื่นเต้น ดีใจ ยังกะถูกหวย  การมีเด็กอยู่ในบ้านก็ดีอย่างนี้เอง มีเรื่องให้ลุ้นกันแทบทุกวัน เพราะแต่ละวันหนูพราวก็จะมีการพัฒนาใหม่ ๆ ให้เราได้แปลกใจอยู่เรื่อยเลย



นี่เป็นภาพแรก ๆ ที่หนูพราวเริ่มคว่ำได้ ดูท่าทางหนูพราวเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยกับมุมมองใหม่ ๆ ที่ตัวเองเพิ่งค้นพบ  หลังจากนี้การคว่ำกลายเป็นเรื่องง่ายซะแล้ว พอจับให้นอนได้แป๊บเดียวก็จะคว่ำอยู่เรื่อย แม้แต่เวลาอาบน้ำในอ่างก็ยังพยายามจะพลิกคว่ำ   คุณย่าบอกว่าเวลาจะเปลี่ยนผ้าอ้อมในแปล (Play pen) หนูพราวก็ไม่อยู่นิ่ง ๆ ได้อีกเลย แม้พื้นที่จะแคบ ๆ หนูก็จะพลิกคว่ำอยู่นั่น

 ภาพนี้หนูพราวไปเที่ยวสวนหลวง ร.9  ลมเย็นนอนหลับสบายใต้ต้นไม้ค่ะ

รวมภาพหนูพราวหลังอาบน้ำค่ะ

 

3 เดือน (ไม่ชอบกินนมขวด)

ครบ 3 เดือนแล้ว ถึงเวลาที่คุณแม่จะต้องกลับไปทำงานซะที รู้สึกใจหายเหมือนกันนะ ที่ผ่านมาอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง  เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคุณย่ากับคุณปู่เดินทางมาหาหลานสาว ต้องมารับช่วงเลี้ยงเด็กน้อยหลังจากที่คุณแม่จะต้องไปทำงาน  ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือ น้องพราวไม่ยอมกินนมขวดเอาซะเลย  คุณแม่พยายามอยู่หลายครั้งใน 2 สัปดาห์ก่อน ทั้งหลอกล่อ ทั้งให้รอจนหิว แต่ก็ไม่สำเร็จ พอหนูร้องไห้คุณแม่ก็ใจอ่อนทุกที เป็นความกังวลมากมายว่าหลังจากที่ไปทำงานหนูจะุอยู่ยังไงน๊า...

อย่างนึงที่พอทำได้คือ ป้อนนมด้วยช้อน หนูก็ทานได้ แต่มันช้ามาก และปริมาณที่กินได้แต่ละครั้งก็น้อยเกินไป แล้วเมื่อไรจะโตล่ะนี่

ก่อนถึงวันไปทำงาน 1 วัน คุณแม่ลองหนีออกไปธุระนอกบ้านเกือบครึ่งวัน ให้น้องพราวทดลองอยู่กับคุณย่าตามลำพัง (คุณปู่มาส่งอยู่ 1 อาทิตย์ ตอนนี้กลับบ้านไปแล้วค่ะ) ผลก็คือร้องไห้จ้า เพื่อนบ้านคุณย่า คุณยายแถวนั้นก็วิ่งมาช่วยดู ช่วยอุ้ม กันให้วุ่นวาย เอาแต่ร้องไห้ หิว แต่ไม่ยอมกินนมเลย คุณย่าเองเห็นหลานร้องไห้ทำอะไรก็ไม่ดีขึ้น ก็พลอยร้องไห้ไปกับหลานด้วยเพราะสงสาร  พอคุณแม่กลับมาน้องพราวถึงจะยอมกินนม (กินจากเต้า) คราวนี้ยิ่งเพิ่มความกังวลมากขึ้นไปอีก จะทำไงดีล่ะ พรุ่งนี้ก็จะต้องไปทำงานจริง ๆ แล้ว  จะทำไงดี.... สุดท้ายลองโทรหาคุณยาย พรุ่งนี้ให้มาช่วยดูเป็นเพื่อนคุณย่าหน่อย เพราะคุณย่าเองก็ยังไม่รู้ใจน้องพราว เพิ่งจะเจอกันได้แค่สัปดาห์เดียว ยังทำอะไรไม่ค่อยถูก

ถึงวันที่ไปทำงานแล้วค่ะ ไม่อยากไปเลย ต้องเตรียมอุปกรณ์หลายอย่าง ทั้งอุปกรณ์ปั๊มนม อุปกรณ์การเก็บนมกลับมาบ้าน ช่วงสาย ๆ โทรกลับมาถามเป็นระยะว่าน้องพราวอาละวาดอีกไหม คุณย่าบอกว่าน้องพราวยอมกินนมขวดแล้ว เพราะว่าคุณยายหาวิธีหลอกได้สำเร็จ คือ เอานมของคุณยายให้ดูดก่อน (มันก็ไม่มีน้ำนมหรอกนะ) แล้วพอสักพักก็เอาขวดใส่ปากแทนอย่างรวดเร็ว น้องพราวก็ดูดต่อได้ ถือว่าสำเร็จแล้ว หลังจากนั้นในมื้ออื่น ๆ ก็ยอมดูดจากขวดแต่โดยดี  เฮ้อ..โล่งอกซะที

ปัญหานี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ที่ผ่านมาคุณแม่ก็ให้กินนมตัวเิองมาโดยตลอด เพราะเข้าใจว่าน่าจะดีกว่า กลัวลูกจะติดขวดนมแล้วไม่ยอมกินนมแม่ แต่ที่จริงควรกินควบคู่กันไป น้ำนมแม่เอาใส่ขวดให้ดูดบ้างก็ได้ เพียงแต่ต้องสลับวิธีการให้นม เพื่อให้น้องคุ้นเคยกับการกินในหลาย ๆ รูปแบบ จะได้ไม่เจอปัญหาใหญ่แบบนี้ค่ะ

2 เดือน (เสียงอ้อแอ้ของหนูน้อย)


ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีความสุขมากที่สุดกับการเลี้ยงลูก เพราะว่าน้องพราวปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ได้ดีขึ้นมาก และเราเองก็รู้ใจเขามากขึ้นด้วย น้องพราวนอนเป็นเวลามากขึ้น กลางคืนก็ตื่นกินนมแล้วก็หลับต่อได้อย่างง่ายดาย คุณแม่ไม่เหนื่อยแล้วค่ะ ช่วงนี้ให้ลูกทานนมแม่อย่างเดียว เพราะน้ำนมมีเพียงพอสำหรับน้อง ดูเขาสดใสและพัฒนาการดีขึ้น ตอนนี้เริ่มมีเสียงอ้อแอ้ เลียนเสียง สังเกตุปากและสีหน้าของเรา ยิ้มและหัวเราะบ่อยขึ้น (แต่น้องอาจไม่ได้เข้าใจความหมายอะไรมากนักหรอก) น้องสุขภาพค่อนข้างแข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วยเลย นอกจากมีตัวร้อนบ้างนิดหน่อยหลังจากไปฉีดวัคซีน แล้วก็หายเป็นปกติ

คุณแม่จับนอนคว่ำ ในเตียงเด็ก

บางทีก็หลับในรถเข็น  ก็เอามุ้งมาคลุมให้แบบนี้เลย ง่ายดี

ขออวดหน่อยค่ะ เตียงเด็กสีฟ้าที่เห็นในรูปนั่น คุณพ่อเป็นคนทำให้กับมือเลยนะคะ ทำเองทั้งหมดทุกขั้นตอน ตั้งแต่น้องพราวยังไม่เกิด เห่อมั๊ก ๆ วิธีการก็คือ ไปเซ็นทรัลฯ แล้วแอบถ่ายรูป ดูขนาด แล้วกลับมาหาซื้อไม้แถวบ้าน ลงมือทำ ทั้งเลื่อย ทั้งขัด ประกอบ ทาสี จนเสร็จสวยงามอย่างที่เห็น ส่วนการตกแต่งก็ไปซื้อสติกเกอร์สำเร็จรูปสวย ๆ มาแปะ (สีที่ใช้ทา ก็เป็นสีที่ไม่เป็นอันตรายสำหรับเด็กนะคะ เป็นสีสำหรับทำของเล่นไม้ ก็ได้รับการเอื้อเฟื้อจากเพื่อน ๆ ในแวดวงการทำงานนี่ล่ะค่ะ) เบ็ดเสร็จลงทุนไปไม่ถึง 2 พันบาท  ทำเสร็จแล้วคุณพ่อก็ภูมิใจนักหนา มานั่งชื่นชมผลงานตัวเอง และรอคอยว่าเืมื่อไรลูกน้อยจะออกมาซะที แล้วลูกจะชอบสิ่งที่เราพยายามเตรียมให้หรือเปล่าน๊ะ...

 มีล้อเลื่อนด้วยนะ...แต่ไม่ค่อยได้เลื่อนไปไหนหรอก อยู่ที่เดิมตลอดเลย

คุณแม่ก็เห่อเหมือนกันค่ะ เห็นคุณพ่อเป็นนักประดิษฐ์ขนาดนี้แล้ว เดี๋ยวจะน้อยหน้า ก็เลยทำการตัดเย็บมุ้งครอบสวยงาม รวมทั้งเบาะกั้นรอบเตียง แล้วก็ทำตะกร้าสำหรับใส่เสื้อผ้าลูกด้วยค่ะ  ตอนนี้ทุกอย่างที่เตรียมไว้ก็ได้ใช้ประโยชน์คุ้มค่าจริง ๆ
 

ภาพนี้ถ่ายหลังจากที่แอบทาน้ำดอกอัญชัญค่ะ คิ้วก็เลยหนา ดูตลกดี
คุณพ่อเห็นเราทาก็อยากเล่นมั่ง ขอทาด้วยคน ไปเติมหางคิ้วตวัดขึ้นมาเหมือนลูกยักษ์ซะอย่างงั้น 555
มัวแต่หลับ พ่อกับแม่แอบแกล้งอะไรมั่งรู้บ้างหรือเปล่าหนอ...

1 เดือน (ตื่นร้องกลางดึก)

การเลี้ยงลูกคนแรกในช่วงเดือนแรก ๆ นี้ เป็นภาระอันใหญ่หลวงทีเดียว นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องปรับตัวกับภารกิจใหม่ ๆ แล้วยังมีเรื่องไม่คาดคิดอีกหลายเรื่อง เนื่องจากยังไม่มีประสบการณ์ ทุกปัญหาจึงดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ หลายครั้งที่คุณแม่ต้องหาข้อมูลจาก Internet (แอบเรียกตัวเองว่า Cyber Mom) ในยามที่หาคำตอบไม่ได้ Internet ก็เป็นทางออกที่ดีในหลาย ๆ เรื่อง อย่างน้อยก็มีข้อมูลจากคุณแม่ท่านอื่น ๆ ที่เจอะเจอปัญหาเดียวกัน และคำแนะนำต่าง ๆ มากมายที่เป็นประโยชน์ จากที่ไม่เคยรู้อะไรเลย ก็ทำให้การเลี้ยงลูกไม่เป็นเรื่องยากจนเกินไป  ช่วงแรก ๆ เจอปัญหาเรื่องน้ำนม รู้สึกว่าตัวเองมีน้ำนมน้อยมากเหลือเกิน ปั๊มครั้งนึง (ใช้เครื่องปั๊ม manual) ได้แค่ครึ่งออนซ์  ทั้งเหนื่อยทั้งท้อ คิดว่าตัวเองคงสุขภาพไม่ดีมั๊ง บางครั้งนมคัด รู้สึกเจ็บมาก ๆ อยากจะร้องไห้ พยายามหาวิธี ทั้งนวด ทั้งประคบผ้าอุ่นจนร้อน ปวดจนนอนไม่หลับ คุณพ่อก็เห็นใจว่า การเป็นแม่นี่มันลำบากจริง ๆ (ตอนนี้ล่ะที่จะรู้สึกรักแม่มากขึ้น)




กลางวันนอนหลับสบายเชียว แต่กลางคืนผิดกันเป็นคนละคน

วันก่อนที่ไปรับน้องพราวกลับจากโรงพยาบาล หลังจากที่ไปอบตัวอยู่ 2 คืน (ที่มีปัญหาตัวเหลือง) เจอคุณหมอ ก็แนะนำว่าให้ทานยา Motilium เป็นยาเกี่ยวกับแก้แพ้หรือโรคกระเพาะ อะไรสักอย่างนี่แหละ แต่มันมีผลข้างเคียงทำให้มีน้ำนม และไม่เป็นอันตรายกับลูก ก็เลยลองหามากิน หลังจากนั้นน้ำนมก็มีเยอะขึ้นมา ดีใจมากเลย คุณหมอบอกว่าหลังจากทานยาแล้วถ้าน้ำนมมาดีก็ให้หยุดทาน แต่หากเมื่อไรที่น้ำนมเริ่มน้อยลงก็กลับมาทานใหม่ได้  แหม..ถ้ารู้ว่ามีตัวช่วยอย่างนี้ หามากินตั้งนานแล้วล่ะ
นมที่เยอะขึ้นมาแล้วค่ะ..ได้แค่นี้ก็ดีใจแล้ว

ตั้งใจจะทำ stock เก็บน้ำนม คุณพ่อลงทุนซื้อตู้เย็นขนาดใหญ่ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ เก็บได้แค่ 50 ถุง แล้วหลังจากนั้นลูกก็เริ่มกินมากกว่าปริมาณที่เก็บเพิ่ม สุดท้ายก็ไม่มีเหลือ stock เลย ต้องเก็บให้กินเป็นวันต่อวัน  สรุปว่าตู้เย็นที่ซื้อมาก็ไปใช้เก็บอาหารอื่น ๆ แทนเหมือนเดิม

ปัญหาใหญ่ของเดือนแรกนี้ คือ น้องพราวชอบตื่นมาร้องไห้ตอนกลางคืน ประมาณตี 1 ถึงตี 4 ร้องเหมือนกับไม่สบาย จนหน้าแดงไปหมด ให้กินนมก็ไม่กิน โอ๋ยังไงก็ไม่ยอมเงียบ ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ผลัดกันอุ้มสารพัดอย่าง กว่าจะสงบลงได้ก็เกือบเช้าทุกที บางครั้งเหนื่อยหลับกันทั้งครอบครัว นอนอยู่กลางบ้านน่ะแหละ คุณพ่อต้องลาหยุดงานบ่อยมาก เพราะกลางคืนไม่ได้นอน ก็ไปทำงานไม่ไหว  เรากลัวว่าลูกจะเป็นโคลิก แล้วจะต้องตื่นมาร้องแบบนี้ทั้ง 3 เดือนหรือเปล่าหนอ  ....ตายแน่เรา...


ปรึกษากันแล้วก็คิดว่าพาไปหมอดีกว่า มันมีวิธีรักษาอะไรบ้างไหม?
คุณหมออธิบายว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นเองในเด็ก ไม่มีวิธีรักษา สักระยะหนึ่งเขาก็จะหายได้เอง ไม่ทราบสาเหตุ แต่บางทฤษฏีก็บอกว่าอาจเกิดจากอาการท้องอืด หรือการปรับตัวของเด็กที่เปลี่ยนจากการอยู่ในท้องมาเป็นการอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ สรุปแล้วเราก็ไม่รู้ว่าลูกเป็นโคลิกจริงหรือเปล่า แต่คุณหมอให้ยาน้ำมา 1 ขวด เป็นยาที่แก้เกี่ยวกับอาการท้องอืด อาจพอช่วยได้บ้าง ต้องลองดู...

ต่อจากนั้นน้องพราวก็ไม่ร้องไห้ตอนกลางดึกอีก แต่มาร้องกลางวันบ้าง ตอนค่ำบ้าง ไม่เป็นเวลา งั้นลูกเราก็ไม่ได้เป็นโคลิกหรอก เพียงแต่เค้าอาจกำลังปรับตัว หรืองอแงบ้างตามประสาเด็ก

ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ อาการงอแงน้อยลง และเลี้ยงง่ายขึ้น  คุณพ่อก็ไม่ต้องลางานอีกแล้ว


รวมภาพ หนูน้อยผมตั้ง


 ภาพนี้หลังจากที่โกนผมครั้งแรกค่ะ 
(ที่จริงไม่ได้โกนหรอก แค่ตัดให้สั้น ๆ น่ะ เพราะว่ามีผดผื่นที่หัว กลัวน้องจะเป็นแผลน่ะค่ะ)

เจอกันครั้งแรก


ในที่สุดเราก็ได้เจอกันซะทีนะ 'น้องพราว'
ตามกำหนดคลอดที่นัดคุณหมอไว้คือวันที่ 16 สิงหาคม 2554 เวลา 10.00 น. แต่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เช้ามืดวันที่ 16 สิงหาคม 2554 เวลา 01.30 น. รู้สึกเหมือนมีน้ำอะไรบางอย่างออกมาเล็กน้อย ด้วยความวิตกกังวล บวกกับข้อมูลมากมายที่เคยศึกษาไว้ล่วงหน้า ทำใ้ห้รู้สึกว่าีนี่เป็นสัญญาณเตือนที่ควรรีบไปโรงพยาบาลแ้ล้ว เรารีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วขับรถไปโรงพยาบาลด้วยความตื่นเต้น (ดูเหมือนคุณพ่อจะตื่นเต้นมาก) ระหว่างทางมีน้ำออกมาเยอะมาก จนเลอะเบาะรถที่เป็นพรมเปียกไปหมด แต่ไม่มีอาการเจ็บท้องเลย 


ไปถึงเข้าห้องฉุกเฉิน และตรวจร่างกายเบื้องต้น คุณหมอบอกว่าปากมดลูกไม่เปิด (ที่จริงนัดผ่าคลอดอยู่แล้ว เพราะหัวน้องไม่ลงเชิงกราน) เปลี่ยนเสื้อผ้า เจาะเลือด และนอนรอไม่นาน พยาบาลก็เข็นไปที่ห้องคลอด  คุณหมอให้นอนตะแคงขดตัวโค้ง ๆ เหมือนกุ้ง แล้วก็ฉีดยาเข้าสันหลัง ทันทีที่ฉีดก็เริ่มเย็นซ่านไปทั่วขาเลย ขาเริ่มหนัก ๆ ขยับไม่ได้ ยกไม่ได้ ได้กลิ่นอะไรไหม้ ๆ (เคยอ่านเจอว่าเป็นการใช้มีดไฟฟ้า อะไรทำนองนี้ ก็จะมีกลิ่นไหม้ ๆ เหมือนหมูปิ้งไฟ) คุณพ่อนั่งอยู่ใกล้ ๆ ในห้องด้วย คอยจับมือให้กำลังใจ และตื่นเต้นที่จะได้เจอลูก รวมทั้งตื่นเต้นกับเหตุการณ์ในห้องคลอด ไม่ถึง 5 นาที ก็มีเสียงร้องแว้ อีก 2 นาทีต่อมา คุณพยาบาลหรือใครสักคนก็อุ้มน้องมาให้คุณแม่ดูหน้า และบอกว่าได้ลูกสาวนะคะ คลอดเวลา 3.45 น. น้ำหนัก 3,300 กรัม ให้คุณแม่หอมแก้มน้องด้วย ระหว่างนั้นคุณแม่ไม่ happy กับการได้เจอหน้าลูกเลย ตาลาย เวียนหัว คลื่นไส้ หายใจไม่ออก แต่สักพักเดียวก็ดีขึ้น 

ตอนนี้คุณพ่อหายไปแล้ว คุณหมอให้ไปรอข้างนอก และคุณแม่ต้องพักฟื้นต่ออีก 2 ชม. รู้สึกว่านานจัง เมื่อไรจะได้ออกไปเจอลูกอีกนะ  เมื่อตอนที่อยู่ในห้องคลอดก็กำลังอาการไม่ดี ไม่ทันได้เห็นหน้ากันชัด ๆ เลย  ในที่สุดก็ครบ 2 ชม. คุณพยาบาลพาไปที่ห้องพักฟื้นได้แล้ว และระหว่างทางก็แวะให้ดูลูกผ่านทางกระจกห้อง nursery (เห็นไม่ชัดเลย เพราะไม่ได้ใส่แว่น)